icon_poll.gif  จรรยาบรรณ และจริยธรรมของข้าราชการและลูกจ้าง  icon_poll.gif  
 
 

   
 

 
 
 
 
 
 
จรรยาบรรณ
    หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ
ชื่อเสียงและฐานะของสมาชิกนับถือกันมาหรือได้กำหนดร่วมกันขึ้นมาใหม่และประพฤติปฏิบัติร่วมกันยอมรับว่าอะไรควรทำ
อะไรไม่ควรทำ
 
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม
   หมายถึง สิ่งที่ถือเป็นหลักสำหรับเทียบทางสภาพคุณงามความดี ทั้งที่อยู่ภายในจิตใจ และที่แสดงออก
ที่ควรประพฤติในสังคมนั้น ได้ยอมรับนับถือกันมา และประพฤติปฏิบัติร่วมกันยอมรับว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
 
 
องค์ประกอบของจริยธรรม
- ความประพฤติ
- สะท้อนความนึกคิดและจิตสำนึก
- เกิดการกระทำดีไม่มุ่งให้เกิดผลร้าย
- สร้างผลดีแก่ตนเองและผู้อื่น
 
จริยธรรมในการทำงานของข้าราชการ
หมายถึง ระบบของพฤติกรรมที่พึงปารถนาในการทำงานของข้าราชการ เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติ/ผู้รับผลประโยชน์หรือโทษ
(ผู้รับบริการ) สถานะการณ์การทำงาน / กระบวนการทำงาน (ผลงาน)
 
จรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือนไทย
จรรยาบรรณต่อตนเอง
-เป็นผู้มีศีลธรรม และประพฤติตนเหมาะสม
-ซื่อสัตย์
-มีทัศนคติที่ดีและพัฒนาตนเอง
 
จรรยาบรรณต่อหน่วยงาน
-สุจริต เสมอภาค ปราศจากอคติ
-ทำงานเต็มความสามารถ รวดเร็ว ขยัน ถูกต้อง
-ตรงต่อเวลา
-ดูแลรักษาและใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัด
 
จรรยาบรรณต่อประชาชนและสังคม
-ให้ความเป็นธรรม เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ สุภาพอ่อนโยน
-ประพฤติตนให้เป็นที่เชื่อถือแก่บุคคลทั่วไป
-ละเว้นการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีมูลค่าเกินปกติวิสัยจากผู้มาติดต่อราชการ
 
 
จรรยาบรรณต่อผู้บังคับบัญชา - ผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน
-ร่วมมือ ช่วยเหลือ แนะนำและทำงานเป็นทีม
-เอาใจใส่ดูแลลูกน้อง
-สร้างความสามัคคีในการปฏิบัติงาน
-สุภาพ มีน้ำใจ มีมนุษยสัมพันธ์
-ละเว้นการนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นผลงานของตน
 
ขั้นตอนการสร้างจรรยาบรรณ/มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม
-เริ่มต้นจากผู้บริหาร
-มีการปรึกษาหารือร่วมกัน
-เห็นชอบยอมรับเป็นกติกา
-สร้างความรู้ความเข้าใจให้ทราบทั่วกัน
-ดูแลให้ยึดถือปฎิบัติ/ติดตามประเมินผล

-มีการดำเนินการเมื่อมีผู้ร้องเรียนหรือมีการละเมิด

   
 

                      ศีล ( Morality ) คือ ความปกติและการรักษาศีลก็คือความตั้งใจรักษาปกติของตน อันเป็นหลักปฏิบัติไม่ทำให้เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นและเป็นหลักแห่งความประพฤติที่จะทำให้เกิดความสะอาดทางกายและวาจา

    ศีล 5

ศีล เมื่อรักษาไว้ได้ย่อมได้บุญ เพราะ

1. ทำให้สามารถรักษาบุญเก่าไว้ได้ คือ ไม่เปิดโอกาสให้กิเลสรุกคืบหน้าเข้ามาได้

2. ทำให้ได้บุญใหม่ คือ ตั้งใจมั่นพร้อมที่จะรับความดีที่สูงขึ้นอีกต่อไป


 

เบญจศีลในพุทธศาสนาประกอบด้วยข้อห้ามห้าข้อเช่นที่ปรากฏในคำกล่าวรับศีล ดังต่อไปนี้

ที่

ข้อห้าม

คำแปล

๑. ปาณาติบาต

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการเบียดเบียนชีวิต

๒. อทินนาทาน

อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้

๓. กาเมสุมิจฉาจาร

กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการประพฤติไม่เหมาะสมทางเพศ

๔. มุสาวาท

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการกล่าวเท็จ

๕. สุราเมรยมัชปมาทัฏฐาน

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุรายาเมาอันเป็นที่ตั้ง
แห่งความประมาท

 

         ศีล 5 ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจศีล นั้น
ชาวพุทธเราเอาแต่ท่อง ทว่าในทางปฏิบัติแล้ว หาผู้ปฏิบัติได้ครบทุกข้อค่อนข้างยาก
นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามีทัศนคติในเชิงลบต่อศีล 5

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ศีล 5 ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจศีล นั้น ชาวพุทธเราเอาแต่ท่อง ทว่าในทางปฏิบัติแล้ว หาผู้ปฏิบัติได้ครบทุกข้อค่อนข้างยาก นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามีทัศนคติในเชิงลบต่อศีล 5 ว่าเป็นข้อห้าม หรือเป็นกฎทางจริยธรรมที่พระมอบให้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับชีวิต
ของตนโดยตรง จึงไม่อยากนำมาปฏิบัติ แต่แท้ที่จริงนั้น ศีล 5 ไม่ใช่ข้อห้าม หากแต่เป็น “ข้อฝึกปฏิบัติ” (สิกขาบท) ที่เราทุกคนโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นชาวพุทธ ขอเพียงแค่เป็นมนุษย์เท่านั้น ก็ควรจะรับมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อฝึกหัดพัฒนาชีวิตให้ดีงามล้ำเลิศในทุกๆ ด้าน

ศีล 5 นี้ ในภาษาบาลีเดิมเรียกว่า “มนุษยธรรม” (ธรรมที่ทำคนให้เป็นมนุษย์) เพราะผู้ปฏิบัติตามศีล 5 ได้ ย่อมเป็นคนคุณภาพที่สามารถยกชีวิตให้พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งจากปุถุชนทั่วไปที่ยังคงใช้ชีวิตโดยการชักจูงของสัญชาตญาณเป็นส่วนใหญ่ ส่วนผู้ปฏิบัติตามศีล 5 แล้วนั้น จะก้าวเข้าสู่การเป็นมนุษย์ผู้พร้อมที่จะร่วมเป็นหุ้นส่วนแห่งสังคมอารยะที่สามารถจะนำพาทั้งชีวิตของตน
ของคนอื่น และของสังคมโดยรวมไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขอย่างเกื้อกูลกันในวงกว้างทั่วทั้งโลก

คำอธิบายหรือคำสมาทานศีล 5 ดังต่อไปนี้ จัดปรับตามแนวทางแห่งคำอธิบายที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เช่น สมันตปาสาทิกา
วิสุทธิมรรค มังคลัตถทีปนี พุทธธรรม และพระไตรปิฎก เป็นต้น โดยพยายามจัดปรับถ้อยคำให้ร่วมสมัยเพื่อสามารถสื่อสารกันได้กับคนรุ่นใหม่ผู้ยังไม่คุ้นกับวัฒนธรรมทางศาสนาเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม มีข้อที่ควรย้ำในที่นี้ว่า แม้คำอธิบายชุดนี้ก็ไม่ได้มีไว้สำหรับท่องเหมือนศีล 5 แบบเดิม หากแต่มุ่งหมายให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันจริงๆ เป็นสำคัญ ด้วยเหตุนั้นหากอยากให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ศึกษาก็ควรทำความเข้าใจแต่ละข้ออย่างลึกซึ้ง แล้วจะพบว่าไม่มีสิกขาบทข้อไหนเลยที่ควรปฏิเสธ ตรงกันข้าม สิกขาบททุกข้อล้วนมีความจำเป็นต่อการมีชีวิตที่ดีงามล้ำเลิศทั้งสิ้น ผู้ใดปรารถนาที่จะวางรากฐานแห่งชีวิตของตนไว้บนวิถีทางแห่งความสุข
ความเจริญ ก็ควรปฏิบัติตนตามแนวทางแห่งสิกขาบททั้ง 5 ประการนี้ให้ครบถ้วนด้วยสมัครใจ

สิกขาบท 5 มีสาระสำคัญอันควรศึกษาปฏิบัติดังต่อไปนี้

หลักประกันความมั่นคงของชีวิต

1.ข้าพเจ้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า จะไม่ละเมิด จะไม่คุกคามต่อชีวิตของผู้อื่น สัตว์อื่น ด้วยตัวเอง และไม่ใช้ให้ใครละเมิด ทั้งนี้ด้วยความตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่า ทั้งตัวเราเอง และผู้อื่น สัตว์อื่น ต่างก็รักตัวกลัวตาย รักสุข เกลียดทุกข์เช่นเดียวกัน
เรารักตัวเองฉันใด คนอื่น สัตว์อื่น ก็รักตัวเองฉันนั้นเหมือนกัน เพื่อให้ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นชีวิตที่ไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ข้าพเจ้าขอสมาทานปฏิบัติตามแนวทางแห่งพระพุทธองค์ที่ว่า “เมื่อเธอทอดตามองไปยังจาตุรทิศแล้ว ย่อมไม่พบใครที่จะเป็นที่รักยิ่งไปกว่า
ตนเองฉันใด ตนของผู้อื่นก็ย่อมเป็นที่รักของเขาฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรเบียดเบียนตนและไม่ควรเบียดเบียนคนอื่น
หรือไม่ควรฆ่าใคร และไม่ควรใช้ใครให้ไปฆ่า”

หลักประกันความมั่นคงของทรัพย์สิน

2.ข้าพเจ้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า จะไม่ละเมิดต่อทรัพย์สิน และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่น ด้วยตัวเอง และไม่ใช้ให้ใครละเมิด ทั้งนี้ด้วยความตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่า ทรัพย์สินของใคร ใครก็รัก ของของใครใครก็หวง เรารักและหวงแหนในทรัพย์สินของเราฉันใด
คนอื่น สัตว์อื่น ก็รักและหวงแหนในทรัพย์สินของเขาฉันนั้น เมื่อทรัพย์สินของเราถูกขโมยหรือพลัดพรากจากเราไป เราย่อมทุกข์ฉันใด คนอื่น สัตว์อื่นก็ย่อมทุกข์ฉันนั้นเหมือนกัน

หลักประกันความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

3.ข้าพเจ้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า จะไม่ละเมิดต่อจริยธรรมทางเพศของคู่ควง คู่รัก คู่ครอง และของเพศตรงข้าม ทั้งนี้ด้วยความตระหนักรู้เป็นอย่างดี
ว่า การละเมิดต่อจริยธรรมทางเพศของคู่ควง คู่รัก คู่ครองโดยปราศจากสติและความรับผิดชอบ นำมาซึ่งความทุกข์อย่างใหญ่หลวงทั้งต่อตัวผู้ถูกละเมิดและต่อครอบครัวของเขาหรือของเธอ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจว่า หากข้าพเจ้าไม่พร้อมจะรับผิดชอบชีวิตของผู้ใดแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคนคนนั้นเป็นอันขาด เพราะความสัมพันธ์ที่ปราศจากความรัก ปราศจากสติ และปราศจากความรับผิดชอบนั้น คือ ต้นธารแห่งปัญหาชีวิตที่หนักหนาสาหัส
อันไม่รู้จบสิ้น

หลักประกันความมั่นคงของสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

4.ข้าพเจ้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า จะไม่กล่าววาจาที่ปราศจากสติอันเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น แก่สังคม แก่ประเทศ
และแก่มวลมนุษยชาติ และทุกครั้งที่พูด ข้าพเจ้าจะพยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวคำพูดที่เป็นคำโกหก คำหยาบคาย คำเพ้อเจ้อ คำส่อเสียด คำยุให้แตกความสามัคคี แต่จะพยายามพูดถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากการเจริญสติอย่างดีที่สุด โดยเลือกพูดแต่ถ้อยคำที่เป็นความจริง
เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่มีหลักฐาน เป็นถ้อยคำประสานสามัคคี และเป็นถ้อยคำที่สอดคล้องกับกาลเทศะ ประการสำคัญที่สุด ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาจะต้องประกอบด้วยจิตเปี่ยมเมตตาเสมอ ทั้งนี้เพราะตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่า การเปล่งวาจาที่ปราศจากสติและขาดความรับผิดชอบนั้น เป็นสาเหตุแห่งความเข้าใจผิด เป็นต้นทางของความหม่นหมองครองทุกข์
สำหรับผู้ถูกพาดพิง เป็นที่มาของการทำลายเพื่อนมนุษย์ให้แตกความสามัคคี ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ปลูกฝังทัศนคติในแง่ลบ และอาจลุกลามเป็นสงครามระหว่างมนุษยชาติได้ทุกเมื่อ

หลักประกันความมั่นคงของสุขภาพ

5.ข้าพเจ้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า จะไม่ดื่มสุรา และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และ/หรือสิ่งเสพติดทุกชนิดที่เมื่อดื่มแล้วจะทำให้ประมาทขาดสติอันเป็นการสูญเสียปกติภาพแห่งความเป็นมนุษย์
ทั้งนี้เพราะตระหนักเป็นอย่างดีว่า การดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่ประทุษร้ายต่อสติสัมปชัญญะใดๆ และการเสพสิ่งเสพติดทุกชนิดนั้น เป็นประตูแห่งความเสื่อมสุขภาพ เสื่อมสติสัมปชัญญะ เสื่อมทรัพย์ เสื่อมเกียรติภูมิชื่อเสียง เสี่ยงต่อการทะเลาะวิวาทวุ่นวายอันเป็นอันตรายทั้งต่อชีวิตและต่อครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่ง หรือในบางกรณีอาจเป็นอันตรายลุกลามกว้างไกลต่อความสุขและสวัสดิภาพของสังคมโดยรวมอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย

   
   
  ไตรสรณคมน์
ใน พิธีกรรมทางพุทธศาสนา เมื่อชาวพุทธกล่าวคำขอศีลจากพระสงฆ์ ก่อนที่พระสงฆ์จะกล่าวคำให้ศีล ท่านจะกล่าวคำนมัสการคือ
ตั้งนโม ๓ จบ แล้วกล่าวนำว่า "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ" เป็นต้น ให้ผู้ที่ขอศีลว่าตาม การกล่าวขอถึงพระรัตนตรัยนี้เรียกว่า "ไตรสรณคมน์"

ไตรสรณคมน์ มาจากคำ ๓ คำ คือ ‘ไตร' แปลว่า สาม ‘สรณ' แปลว่า ที่พึ่ง ‘คมน์' แปลว่า การถึงแปลรวมกันว่าการถึงพระรัตนตรัย คือ
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเป็นที่พึ่ง การที่ชาวพุทธกล่าวคำขอพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งนี้ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐด้วยพระคุณ คือ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ เมื่อชาวพุทธกล่าวคำระลึกถึงพระพุทธเจ้าดังนี้แล้ว จะทำให้เกิดศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธคุณ

ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง การที่ชาวพุทธกล่าวคำขอพระธรรมเป็นที่พึ่ง เพราะพระธรรมคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนประเสริฐด้วยพระคุณ คือ คุ้มครองรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้เป็นคนชั่ว เมื่อชาวพุทธกล่าวคำระลึกถึงพระธรรม จะทำให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐด้วยคุณความดี เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง เมื่อชาวพุทธกล่าวคำระลึกถึงพระสงฆ์แล้ว จะทำให้เกิดความศรัทธาในความบริสุทธิ์ และการปฏิบัติของพระสงฆ์ ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา

การปฏิญาณขอรับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งนี้ เรียกว่า ไตรสรณคมน์

ไตรสิกขา
ไตรสิกขา มาจากคำว่า ไตร กับ สิกขา ‘ไตร' แปลว่า สาม ‘สิกขา' แปลว่า บทเรียน ไตรสิกขาจึงแปลว่า บทเรียน ๓ บท หมายถึง
หลักปฏิบัติใหญ่ๆ ๓ ประการ ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่า หากใครปฏิบัติตามได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้นั้นก็จะสามารถดับทุกข์ในชีวิต
ได้อย่างสิ้นเชิง หลักทั้ง ๓ นั้นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา

หลักปฏิบัติข้อที่ ๑ คือ ศีล หมายถึง การควบคุมความประพฤติทางกายและวาจา งดเว้นการทำร้าย การเบียดเบียนผู้อื่น
และเบียดเบียนทำร้ายตนเอง ศีลที่สำคัญของชาวพุทธทั่วไปคือ ศีล ๕

หลักปฏิบัติข้อที่ ๒ คือ สมาธิ หมายถึง การฝึกจิตให้เกิดความนิ่ง สงบเย็น

หลักปฏิบัติข้อที่ ๓ คือ ปัญญา หมายถึง การเกิดความรู้แจ้ง รู้ความจริงของโลก รู้ความจริงของชีวิต

หลัก ปฏิบัติทั้ง ๓ ข้อนี้จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน คือ เมื่อปฏิบัติข้อแรกสมบูรณ์ ชีวิตก็จะเป็นสุขสบาย มีความโปร่งใจ โล่งใจ ความโปร่งโล่งเบาสบายนั้นจะเป็นฐานทำให้ฝึกสมาธิได้ง่าย เมื่อจิตนิ่งสงบ ย่อมจะโน้มไปหาความจริงได้ง่าย
จิตที่หยั่งเห็นความจริงย่อมตระหนักว่า ไม่มีอะไรควรยึดถือ ปัญญาซึ่งเป็นเครื่องช่วยให้หลุดพ้นจากทุกข์ก็จะเกิดขึ้น

ไตรสิกขา เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่จะช่วยในการดับทุกข์ในชีวิต
   
   
   
          
   
ติดต่อ 
โรงพยาบาลหนองม่วงไข่  
329 หมู่ 4 ตำบลน้ำรัด อำเภอหนองม่วงไข่  จังหวัดแพร่ 54170
โทรศัพท์ 0-5464-7458–9 โทรสาร 0-5464–719-4